วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องมีระยะเวลารอคอย ในประกันสุขภาพ

ทำประกันสุขภาพไปแล้ว เวลาป่วยใน 1-2 เดือนแรก ทำไมยังเคลมไม่ได้
- เนื่องจากบริษัทรับประกันกลัวการทำประกันสุขภาพหลังจากผู้เอาประกันทราบว่าจะป่วย หรือป่วยอยู่แล้ว จึงรีบไปทำประกันสุขภาพ เพื่อหวังจะเคลมเหตุการณ์ที่คาดได้ว่าจะต้องเกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผิดหลักวินาศภัย ดังนั้น ทางคปภ. ได้มีมาตรฐานกำหนดระยะเวลารอคอยไว้


ต้องรอกี่วัน จึงเคลมได้
-สัญญาประกันสุขภาพมีข้อกำหนดเรื่องระยะเวลารอคอยที่จะไม่คุ้มครอง ซึ่งแต่ละบริษัทจะกำหนดได้ไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันเริ่มต้นสัญญา (ตามมาตรฐานของ สำนักงาน คปภ.) หรือจะไม่กำหนดก็ได้ (ใจป้ำมากถ้าไม่กำหนดไว้เลย)

หากมีข้อกำหนดนี้ และอยู่ในช่วงระยะเวลารอคอย บริษัทปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมได้

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ประกันสุขภาพ Super Kids จากสินมั่นคง เบี้ยเริ่มสองพันกว่า

ประกันสุขภาพ Super Kids จากสินมั่นคง เบี้ยเริ่มสองพันกว่า

ประกันตัวนี้ให้ความคุ้มครองโดย สินมั่นคงประกันภัย ครับ

คิดสงสัยไหมว่า ทำไมเบี้ยมันถูกจังเลย ทั้งที่เป็นประกันสำหรับเด็ก

คำตอบคือ ประกันตัวนี้ให้ความคุ้มครองค่ารักษา 5 โรค

  • โรคอาหารเป็นพิษ
  • ไข้หวัดใหญ่
  • ไข้เลือดออก
  • โรคมือ เท้า ปาก
  • โรคตาแดง
ซึ่งความคุ้มครอง 5 โรคได้ทั้ง opd และ ipd 
ถ้าหาก opd ได้ครั้งละ 1 พันบาท
แต่แบบนอนโรงพยาบาลหรือ ipd ได้ครั้งละ 20000 บาท 
หรือถ้าเลือกแผนสองที่ได้ครั้งละ 1 แสนบาทหากเคลมไม่เต็มที่ใน 1 ครั้ง ก็เหลือให้เคลมได้รวมสูงสุดทั้งปี ไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งแผนสอง แพงกว่า



นอกจากนี้สิ่งที่คิดว่าคุ้มคือ เรื่องของฟัน

 เนื่องจากเด็กส่วนมากจะมีปัญหาฟันผุ ประกันตัวนี้ให้ความคุ้มครองเรื่องทันตกรรม 2000 บาท/ปี แต่ค่ารักษาเรื่องฟันสำรองจ่ายทุกกรณี  ไม่เหมือนค่ารักษา 5 โรคด้านบนที่กล่าวมา


ทำไมถึงคุ้ม ก็เพราะเบี้ยสองพันกว่าบาท ได้ค่ารักษาเรื่องฟันก็ สองพันต่อปีแล้ว สำรองจ่าย



ยังมีคุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุให้อีก 1 แสน

ใครสนใจสามารถเช็คเบี้ยประกันสุขภาพได้ที่ คลิก


วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

ประกันสุขภาพ Asia Health Plus มันดีนะ รู้ยัง

ประกันสุขภาพ Asia Health Plus 


ประกันสุขภาพแพกเกจนี้ รับประกันโดยเอเชียประกันภัย บริการทำเคลมโดย บูพา เป็นการช่วยกันทั้ง 2 บริษัท ซึ่ง บูพา เองเป็นบริษัทที่ถนัดเรื่องการให้บริการด้าน ประกันสุขภาพอยู่แล้ว

ประกันสุขภาพ Asia Health Plus ดีอย่างไร

  • ไม่จำกัดค่ารักษาต่อโรค ซึ่งโดยทั่วไป แผนประกันจะกำหนดไว้ ว่าต่อโรคค่ารักษาไม่เกิน เท่าไหร่ เช่น 1 แสน 2 แสน เป็นต้น แต่ ประกันสุขภาพ Asia Health Plus กำหนดไว้เลยว่า ต่อปี ไม่เกินเท่าไหร่เช่น แผน 3 ต่อปี ไม่เกิน 4.5 แสน แต่ไม่กำหนดต่อโรค
  • รับประกันเรื่องการต่ออายุกรมธรรม์ได้ เรื่องนี้ดีกว่าบริษัทที่ไม่รับประกันเรื่องการต่ออายุ คือ เคลมมาก ปีต่อไปอาจไม่รับต่ออายุ

ประกันสุขภาพ Asia Health Plus ไม่ต้องพ่วงประกันชีวิต

เนื่องจาก ประกันสุขภาพ Asia Health Plus เป็นประกันสุขภาพที่ขายโดยประกันวินาศภัย ดังนั้นไม่ต้องซื้อประกันชีวิตเป็นกรมธรรม์หลักก่อน ไม่เหมือนการซื้อประกันสุขภาพจากบริษัทประกันชีวิต ที่ต้องทำประกันหลักก่อน แล้วถึงซื้อพ่วงประกันสุขภาพ เป็นประกันรองได้



จากตารางด้านบน 
ผมเองนั้นมีประกันตามฟิตของสินมั่นคง ที่ทำต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว และก็ยังไม่เคยเคลม ประกันตามฟิตที่ทำมีค่าห้อง 3500 บาท และค่ารักษาต่อโรคกำหนดไว้ 70000 บาท ถ้าจำไม่ผิดนะครับ

ถามว่าพอมั้ย แค่ประกันตามฟิตข้างต้น 
ค่าห้องผมคิดว่าพอ แต่ค่ารักษา 70000 บาทต่อโรคพอสำหรับโรคไม่รุนแรงที่เป็นบ่อย เช่น ท้องเสีย เป็นไข้หวัด เป็นต้น แต่ถ้าหากโรครุนแรง เช่น อุบัติเหตุที่ต้องผ่าตัด แบบนี้คิดว่าไม่พอ เลยมองเห็นว่า การมีค่ารักษาตาม แผน 3 asia health plus ที่ได้วงเงิน 450,000 ต่อปี น่าจะทำให้สบายใจได้เยอะ กำลังพิจารณาหาเงินมาซื้อเป็นประกันสุขภาพกรมธรรม์ที่ 2

แต่ก็ยังไม่หลุดพ้นจากความกังวล ช่วงนี้อ่านพันทิปบ่อย คนที่มาบ่นเวลาไปนอนรพ.เอกชน หรือ ญาติที่ไปรพ.เอกชน ในพันทิปบอกว่าเสียกันเป็นหลักล้าน ไม่เคยเห็นคนมาบ่นในพันทิปว่า ไปนอนเอกชน จ่ายไปหลักหมื่นหรือแสน แล้วถ้าเกิดกับตัวเองต้องเสียเงินหลักล้านกับการรักษาใน เอกชน ผมเองจะทำยังไง คงหนีไม่พ้น ไปใช้สิทธิ์ 30 บาท ในรพ. รัฐ น่าจะดีกว่าครับ เพราะถึงแม้จะซื้อ ประกันสุขภาพ 2 กรมธรรม์รวมกัน คงมีวงเงินได้แค่ หลักแสนอาจจะหลายแสน แต่โรครุนแรงเช่น มะเร็ง หัวใจ อาจต้องมีเงินหลักล้าน  หากต้องการทำประกันสุขภาพที่มีวงเงินรักษาหลักล้าน ค่าเบี้ยต่อปี มันจะตกเท่าไหร่นะ

คิดไปคิดมา ผมว่าคนไทยก็โชคดีนะครับ ถึงแม้เราจะสร้างความสบายใจไว้กับประกันสุขภาพ แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ หากมันเกินวงเงิน เรายอมเสียความสะดวกสบาย ไปรักษาใน รพ.รัฐ โดยไม่ต้องเสียเงิน ก็ยังเป็นทางออกได้เหมือนกัน

ใครสนใจประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น ประกัน asia health plus หรือ ประกันตามฟิต ลองไปที่ หน้านี้นะครับ  คลิก  







วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

รีวิวประกันโรคมะเร็ง ทำไมต้องทำ ประกันภัยโรคมะเร็ง ??

เรื่องมะเร็งเป็นเรื่องใกล้ตัว
ปัจจุบันผู้เขียนเองก็มีคุณแม่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจาย ซึ่งมีการแพร่ไปสู่ตับแล้ว
ดังนั้นจึงลองย้อนมารีวิวดูประกันโรคมะเร็งว่าความคุ้มครองที่ได้นั้นมันช่วยบรรเทาแบ่งเบาภาระอะไรได้บ้าง  สำหรับคนที่เป็นมะเร็งแล้ว จะมาทำประกันตอนที่เป็นแล้วนั้นไม่ได้ แต่ลองมารีวิวดูว่าถ้าย้อนกลับไปได้ จะทำประกันมะเร็งตอนที่ตรวจไม่พบว่าเป็นมะเร็งหรือไม่


ประกันโรคมะเร็งนั้นมีหลักการว่า เจอ จ่าย จบ
นั้นคือ ทำประกันโรคมะเร็งไว้ หากตรวจเจอในช่วงที่ประกันคุ้มครองอยู่ (ปกติคิดว่ากรมธรรม์น่าจะคุ้มครอง 1 ปีแล้วต่ออายุเรื่อยๆ) ก็จะจ่ายสินไหมตามระบุในกรมธรรม์ แล้วก็จบ
จบในที่นี้คือ กรมธรรม์สิ้นสุดลงทันที หากจะเป็นมะเร็งอื่นๆ ในปีเดียวกัน ก็ไม่จ่ายเพิ่มแล้ว ตรงนี้ต่างกับประกันรถยนต์ ที่ในเวลา 1 ปี ชนกี่ครั้งก็ยังคุ้มครอง ในวงเงินที่ระบุไว้ในตาราง แต่ประกันมะเร็งจ่ายแล้วจบกันเลย ซึ่งเหมือนประกันชีวิต คือตายแล้วก็จ่ายสินไหมก็จบ จะมาตายอีกครั้งไม่ได้แล้ว


ประกันโรคมะเร็ง เบี้ยที่จ่ายอยู่ที่ประมาณ 
6 พันปลายๆ ถึง 2 หมื่นต้นๆ ต่อปี สำหรับทุน 8 แสน- 1 ล้าน ขึ้นอยู่กับอายุผู้ทำประกัน

คิดว่าหากได้สินไหมจากกรมธรรม์นี้มา 8 แสน - 1 ล้าน ช่วยแบ่งเบาภาระอะไรได้บ้าง

1. เรื่องค่ายานอกเหนือจากสิทธิ์การรักษาที่ได้ 
สำหรับคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง ต้องดูว่ามีสิทธิ์การรักษาอะไรได้บ้าง สิทธิ์ 30 บาท สิทธิ์ข้าราชการ แต่ละสิทธิ์การเข้าถึงยาคีโมเพื่อรักษานั้นต่างกัน
เช่น ผู้ป่วยข้าราชการที่เป็นมะเร็งเต้านม สามารถเข้าถึงยา herceptin ได้แบบมีเงื่อนไขที่หมอเจ้าของไข้ต้องส่งเรื่องเบิกกับหน่วยงานที่ควบคุม เป็นต้น

แต่ผู้ป่วยสิทธิ์อื่น น่าจะต้องจ่ายเงินเองสำหรับยานี้ ดังนั้นเงินส่วนนี้ก็สามารถช่วยบรรเทาค่ายาที่เบิกตามสิทธิ์ไม่ได้ แต่วงเงินตรงนี้เมื่อเทียบกับค่ายาคีโม สำหรับรักษามะเร็ง
 - herceptin (ข้าราชการอาจเบิกยานี้ได้) ประมาณ 100,000 บาท ต่อครั้ง ให้ 3 สัปดาห์ครั้ง (มนุษย์เงินเดือน เงินยังไม่ออกก็ต้องหามาจ่ายค่ายาอีกรอบ)
 - pertuzumab (ยานี้ยังไม่มีสิทธิ์ไหนเบิกได้) ประมาณ 200,000 บาท ต่อครั้ง ให้ 3 สัปดาห์ครั้ง (ยาคีโมสำหรับรักษามะเร็ง ส่วนมากมีผลทดลองที่ดี ในเวลา 3 สัปดาห์ครั้ง คอร์สการให้ยาจึงกำหนดมาแบบนี้)

ที่ยกตัวอย่างมา จึงเห็นได้ว่าสินไหมที่ได้ ช่วยบรรเทาได้เพียงเล็กน้อยมาก เทียบกับวงเงินที่ได้ 8 แสน (ให้ยาไม่กี่ครั้งก็หมด)แต่ตัวอย่างที่ยกมาค่อนข้างเป็นมะเร็งที่รุนแรง ระยะสุดท้าย แต่หากเป็นมะเร็งระยะต้นๆ ที่สามารถผ่าตัดหายขาด ก็อาจไม่มีรายจ่ายที่ต่อเนื่อง และการใช้ยาในสิทธิ์ที่เบิกได้ก็อาจเพียงพอ เป็นต้น

2. เรื่องอาหารเสริม 
ผู้ป่วยเป็นมะเร็ง ระหว่างได้รับยาคีโม หรือผ่าตัด อาจต้องให้อาหารที่ดีกว่าปกติ เพราะผู้ป่วยมักจะไม่กินอาหารแบบคนปกติ
ข้อเท็จจริงแล้ว การรับประทานอาหารทั่วๆ ไปสำหรับคนเป็นมะเร็งนั้นได้สารอาหารที่เพียงพอ แต่ในระหว่างการรักษาตัวด้วยคีโม ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงคือ การเบื่ออาหารจากผลของยาคีโม ทำให้ต้องได้รับอาหารที่นอกเหนือจากคนทั่วไปรับประทาน

โปรตีนจำเป็นมากสำหรับระหว่างรับยาคีโม (ควรได้ 1กรัม ต่อ นน.ตัว 1 kg เช่น หนัก 60 kg ควรได้โปรตีน 60 กรัมใน1 วัน ลองคิดดูถ้ากินไข่ขาวต้มอย่างเดียว ต้องกินถึง 15 ฟอง ต่อวัน เพราะไข่ขาว 1 ฟองให้โปรตีน 4 กรัม) ไม่ใช่เพราะโปรตีนทำให้มะเร็งดีขึ้น แต่ระหว่างรับยาคีโม โปรตีนจำเป็นสำหรับสร้างเม็ดเลือด เนื่องจากคีโมทำลายเซลเม็ดเลือดขาวที่ปกติด้วย หากโปรตีนไม่เพียงพอสำหรับสร้างเม็ดเลือด เมื่อถึงกำหนดเวลารับยา แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดว่าต่ำหรือไม่ หากต่ำก็ต้องเลื่อนเวลารับยาออกไป ทำให้การรักษาไม่เป็นไปตามกำหนด ไม่เป็นไปตามคอร์สปกติเป็นต้น เมื่อผู้ป่วยกินโปรตีนได้น้อยก็ต้องไปหานมที่มีโปรตีนสูง หาไข่ขาวผงมาบำรุง ส่วนนี้คือรายจ่ายทั้งนั้น

3. เรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย 
เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งบางระยะรักษาไม่หายขาด การใช้ชีวิตต่อไปก็เพื่อรอเวลาเท่านั้น ดังนั้นคุณภาพชีวิตที่ดีระหว่างมีชีวิตอยู่ เป็นสิ่งสำคัญ ต้องมีเงินแบ่งเบาภาระตรงนี้เช่น

  • การท่องเที่ยว อยากไปเที่ยวได้ไป
  • การรักษาแบบทางเลือก อาจไม่ได้ทำให้โรคดีขึ้น แต่คนไทยมักจะเชื่อในเรื่องนี้ การได้รับการรักษาแบบนี้ก็เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย คือ สุขภาพจิตดีขึ้น เงินตรงนี้เบิกจากสิทธิ์อะไรไม่ได้ ต้องมีเงินสำรองไว้


4. แบ่งเบาภาระของลูกหลาน
ตรงนี้คงทราบกันดี หากมีหนีสิ้น มีลูกหลานที่ยังต้องเรียน ยังมีภาระ การได้เงินชดเชยก็ช่วยตรงนี้ได้


ที่กล่าวมาหากย้อนไปได้คงทำประกันมะเร็งไว้ให้คนที่เรารัก และควรทำให้ตัวเอง แต่ต้องดูทุนประกันด้วยว่าเหมาะสมหรือไม่ ผมคิดว่าอย่างน้อยควรได้ 2 ล้าน เพราะค่ารักษาที่เป็นยาคีโมตัวใหม่ๆ ที่ออกมานั้น เป็นยานอกบัญชีซึ่งเบิกไม่ได้ และแพงเหลือเกิน ตก 2 แสนต่อ 3 สัปดาห์ และบางเคสต้องให้ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนดว่าจะหยุดเมื่อไหร่ กลายเป็นภาระประจำที่ต้องแบกรับไปเรื่อยๆ

แต่เท่าที่ดูมีวงเงินสูงสุดแค่ 1 ล้านเท่านั้น (บรรเทา=ไม่ได้ช่วยเต็ม 100%) และวงเงินทุนประกัน 1 ล้าน เบี้ยประกันก็แพงพอสมควร ยิ่งทำตอนอายุเยอะๆ เบี้ยต่อปีแพงมากหมื่นปลายๆ เกือบสองหมื่นต่อปีเข้าไปแล้ว หากต้องการทุนมากกว่า 1 ล้านคิดว่าน่าจะทำรวมๆกันหลายที่ได้

ตารางประกันโรคมะเร็งทิพยประกันภัย





ประกันโรคมะเร็งสินมั่นคง




 ประกันโรคมะเร็งกรุงเทพประกันภัย

เงื่อนประกันมะเร็งของกรุงเทพประกันภัยสำคัญๆ ที่ควรรู้

  • คุ้มครองได้ต่อเนื่องจนครบอายุ 65 ปี
  • ผู้เริ่มเอาประกันจะทำประกันได้ต้องอายุระหว่าง 10-60 ปี
  • ยกเว้น กรณีที่มีหลักฐานทางพยาธิแพทย์ระบุว่าเริ่มเป็นโรคมะเร็งทุกชนิดมาก่อนเอาประกันภัยหรือ ภายในระยะ 90 วัน หลังจากวันที่เริ่มต้นเอาประกันภัยในปีแรก
  • ยกเว้น โรคหรือเนื้องอกที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือสืบเนื่องจากโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องรวมถึงเชื้อ H.I.V. และมะเร็งผิวหนัง
  • เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ยังสุขภาพดีและต้องการประกันความเสี่ยงในค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดโรค
  • เมื่อพบจ่ายครบ 100% ทันที
  • เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ด้วยราคาเบี้ยประกันคงที่ ไม่เพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น (fix rate คือ เบี้ยปีต่ออายุเท่ากับเบี้ยปีแรก ไม่ได้เพิ่มตามอายุ) บางบริษัทจะไม่ fix rate คือเบี้ยปีต่ออายุเพิ่มขึ้น ตามอายุ โดยดูตามตาราง เป็นต้น
  • ไม่ต้องตรวจสุขภาพ เริ่มคุ้มครองทันทีเมื่อระบบอนุมัติ
---

   - ประกันมะเร็ง สมัครง่าย จ่ายจริง 
รับประกันโดย aia ประกันตัวนี้ค่อนข้างซับซ้อนในการจ่ายเงินสินไหม โดยแบ่งระยะลุกลาม กับไม่ลุกลาม แยกกัน หากตรวจพบตอนระยะไม่ลุกลาม ได้ไม่เต็มทุนประกัน โปรดศึกษาก่อนทำประกันที่ซับซ้อนของ aia แบบนี้
จากตารางด้านบนสมมติทำแผน 2 ส่งเบี้ยไปถึงปีที่ 5 จะได้ทุนประกัน 1 ล้าน แต่หากในปีนี้ตรวจพบมะเร็งแบบไม่ลุกลาม จะได้สินไหม แค่ 1 แสนเท่านั้น แล้วพอพ้น 5 ปี บริษัทรับต่ออายุหรือไม่ ให้ทุนเท่าไหร่ จ่ายเบี้ยเท่าไหร่ สิ่งนี้ควรถามก่อนทำ เพราะจากปีที่ 5 เป็นแบบไม่ลุกลาม ปีที่ 7-9 อาจเป็นแบบลุกลามที่ควรจะได้สินไหม 9 แสนที่เหลือ แต่บริษัทรับต่อหลังครบ 5 ปีหรือไม่ 
ที่บอกว่าคุ้มครองต่อเนื่องสำหรับระยะลุกลามคือ ต่อเนื่องแค่ใน 1-5 ปีตามสัญญากรมธรรม์ หรือ หลังจากปีที่ 5 ก็รับต่ออายุ โปรดระวังข้อนี้ให้มาก เพราะจะเปลี่ยนจากระยะไม่ลุกลาม เป็นลุกลาม ใช้เวลานานหรือไม่ ขึ้นกับหลายอย่าง เช่น ชนิดของมะเร็ง การได้รับการรักษา เป็นต้น

   - หากมีประกันมะเร็ง จ่ายเบี้ยปีต่อปี ให้เลือก ระหว่าง 
   1. เบี้ยคงที่ตลอด ปีต่ออายุจ่ายเท่ากับปีแรกเข้า เช่น เริ่มทำปีแรกตอนอายุ 35 ปี จ่ายเบี้ยปีแรก 6000 บาท ในปีต่ออายุ ก็จ่ายแค่ 6000 บาท ทุกปี ไปจน 60 หรือ 65 ปีจนประกันไม่รับต่อ เป็นต้น
   2. ประกันมะเร็งไม่เคลม มีคืน หรือมีส่วนลด เช่น ปีแรกจ่าย 6000 บาท ไม่เคลม ปีที่สองจ่าย 5400 บาท คือมีเงินส่วนลด หรือ เงินคืนให้ 10 % แต่เบี้ยไม่fix เป็นอัตราเพิ่มตามอายุ เช่น พออายุสัก 60 ปี อาจต้องจ่ายถึงปีละ 20000 บาทต่อปี เป็นต้น

คุณจะเลือกแบบไหน????
สำหรับผมเลือกแบบ เบี้ย fix ไม่เปลี่ยนตามอายุ คือจ่ายเท่าปีแรกเข้า เพราะ
   1. หากต่ออายุไปเรื่อยๆ ตอนแก่ๆ จะจ่ายเบี้ยแบบ fix ถูกกว่ามาก
   2. แพกเกจพวกนี้ เบี้ยจ่ายปีต่อปี สมมติคุณดูตารางแผนประกันแล้ว แบบไม่ fix  ตอน 30 ปี จ่ายเบี้ยปีละ 6000 บาท ตอน 50 ปี จ่าย 12000 บาท แต่อาจมีส่วนลด หรือไม่เคลมมีคืน แล้วคิดว่าคุ้ม ผ่านไปสัก 5 ปี ประกันเปลี่ยนแผนเนื่องจาก ขาดทุนมาก ออกแพกเกจใหม่อัตราเบี้ยใหม่ ตารางใหม่ พออายุ 50 ปรับเบี้ยเป็น 20000 แบบนี้ จะไม่คุ้ม สู้เบี้ยคงที่ไม่ได้ 


ลองศึกษา และตัดสินใจดูครับ ว่าท่านจะทำประกันมะเร็ง ประกันโรคมะเร็ง หรือประกันภัยมะเร็ง ตัวนี้หรือไม่ ???

เรียนรู้เรื่องการปฏิเสธจ่ายสินไหมประกันชีวิต AIA

วันนี้ได้รับการแชร์ จดหมายการปฏิเสธการจ่ายสินไหมให้แก่ผู้รับประโยชน์ จึงเอามาบอกต่อไว้เป็นกรณีศึกษา และดูข้อที่ประกันยกมาเป็นเหตุให้ปฏิเสธ

เนื้อความแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิต พร้อมหักมุมด้วยการแสดงความปฏิเสธสัญญาและการจ่ายสินไหม ใครได้รับและเปิดอ่านจดหมายคนแรกถึงตรงนี้คงมือสั่น

โดยเหตุผลคือ สุขภาพไม่ผ่านเกณฑ์ ที่จะรับทำประกัน นั่นแปลว่า

1. ถึงไม่มีการตรวจสุขภาพก่อนทำประกัน ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีเกณฑ์เรื่องสุขภาพ
2. ในใบคำขอ ต้องกรอกข้อมูลสุขภาพตามความจริง
3. หากย้อนเวลาได้ไปจุดที่รับประกัน ถ้าบริษัททราบความจริงเรื่องโรคประจำตัวที่เป็น เบาหวาน ความดัน จะไม่รับประกันภัยเคสนี้ ดังนั้นสัญญาจึงตกโมฆียะ และคืนค่าเบี้ยประกัน

สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ แม้การโฆษณา จะประกาศ โต้งๆไปว่า ไม่ตรวจสุขภาพ แต่ก็มีเกณฑ์เรื่องสุขภาพในการพิจารณา รับ ไม่รับ. ใครจะทำประกันตามที่โฆษณากันในทีวี ประกันทำง่าย ไม่ตรวจสุขภาพ. แต่ตายแล้วอาจจะเคลมไม่ได้นะครับ
---
เรามาดูจดหมายชี้แจง กรณีข้างต้นจาก aia 

อ่านดูก็ได้ความรู้อีกว่า มีทั้งกรมธรรม์ ประกันชีวิตที่
- ต้องตรวจสุขภาพ
- ไม่ต้องตรวจ แต่ต้องแถลง ข้อมูลสุขภาพในใบคำขอ
- ไม่ต้องตรวจ และตอบคำถามสุขภาพ

อืมเอากับเค้าสิ มีกรมธรรม์ ที่ไม่ต้องตรวจ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพด้วย อยากจะรู้แล้วสิ มันคุ้มครองอะไร อย่างไร ป้องกันการฉ้อฉลวิธีไหน ระยะเวลารอคอยเท่าใด

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รีวิว ประกันสุขสุขภาพ สุขทุกวัย จากไทยพาณิชย์

ประกันสุขภาพ สุขทุกวัย จากไทยพาณิชย์ คืออะไร
ไทยพาณิชย์ เป็นธนาคาร ไม่ใช่บริษัทประกันวินาศภัย หรือบริษัทประกันชีวิต ดังนั้นจึงทำหน้าที่เป็นนายหน้าขายประกันสุขภาพตัวนี้ ชื่อว่า ประกันสุขภาพสุขทุกวัย

ประกันสุขภาพสุขทุกวัย เป็นประกันของบริษัทอะไร
เนื่องจากในเวปของ ไทยพาณิชย์ ไม่ได้บอกไว้ ว่าเป็นนายหน้าขายประกันตัวนี้ให้บริษัทประกันใด ซึ่งถือว่าทำผิดเรื่องการโฆษณา ขายประกันภัย แต่ไม่ใช่สาระสำคัญอะไรในเรื่องนี้

ประกันสุขภาพสุขทุกวัย เป็นกรมธรรม์พ่วงหรือไม่
เนื่องจากไม่ทราบว่าขายให้บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัย จึงไม่ทราบว่าต้องพ่วงกับประกันหลักหรือไม่ ถ้าขายให้ประกันชีวิต ต้องพ่วงด้วย แต่เท่าที่ดูความคุ้มครอง น่าจะเป็นฝ่ายของประกันวินาศภัย ไม่พ่วงประกันหลัก

ความคุ้มครอง

  • จะกล่าวถึงเฉพาะแผนค่าห้อง 4000 บาท เนื่องจากเหมาะสมกับอัตราค่าห้องในรพ. เอกชนทั่วๆไปในกรุงเทพ ที่ค่อนข้างแพงในสมัยนี้
  • แผนค่าห้อง 4000 บาท ข้อ 1.3 ค่ารักษาพยาบาลทั่วไป 40000 บาท ถือว่าน้อยกว่าปกติ เพราะมักจะไม่ค่อยพอต่อการเจ็บป่วย 1 ครั้ง หากการเจ็บป่วยนั้นต้องนอน รพ. มากกว่า 2-3 วัน ค่ารักษาพยาบาลทั่วไป 40000 บาท นั้นคงได้เพียงโรคที่ไม่รุนแรงที่ค่ายา ค่าน้ำเกลือ ค่าแพทย์ ไม่แพงมาก แต่ถ้าเป็นโรคที่รุนแรง หรือเด็กที่ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลนาน เช่น เป็นไข้เลือดออก คงไม่พอ น่าจะพอเฉพาะผู้ใหญ่ ที่ป่วยไม่รุนแรง ท้องเสียต้องให้น้ำเกลือ ไข้หวัดใหญ่ ต้องนอนรพ. เป็นต้น
  • ความคุ้มครองผู้ป่วยนอกสำหรับแผน 4000  ดูในข้อ 2 ใหญ่ ให้ค่ารักษาต่อครั้ง 2000 บาท ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ใช้ได้ ครับ
  • PA หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 50000 บาท น้อยมาก อันนี้คงไม่ใช่สิ่งที่ต้องการให้ เพราะเป็นประกันสุขภาพ แต่การใส่ค่า PA มาเป็นผลประโยชน์ในประกันสุขภาพ ความต้องการจริงๆ คือไม่ต้องจ่ายค่า VAT 7% ทำให้เบี้ยที่ขายถูกลง เป็นผลประโยชน์กับผู้ซื้อ
  • มีบัตร care card ไม่ต้องสำรองจ่ายสำหรับรพ. คู่สัญญา อันนี้เหมือนกันทุกที่ ไม่ได้แตกต่างจากเจ้าอื่น เพราะมี care card กันทั้งนั้น หายากแล้วประกันสุขภาพที่ไม่มี care card และต้องสำรองจ่ายกรณีเข้ารพ. คู่สัญญา การสำรองจ่ายจะใช้ในกรณีเข้ารพ. ที่ไม่มีในรายชื่อหรือคู่สัญญาเท่านั้น

เบี้ยประกันต่อปี



  • ดีมากที่แพกเกจนี้รับเด็กอายุ 15 วัน จนถึงผู้ใหญ่ 60 ปี เพราะให้ความสำคัญกับเด็ก ที่ต้องการการได้รับการรักษาพยาบาล และวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว หากทำประกันสุขภาพไว้ จะช่วยทำให้พ่อแม่ กล้าพาลูกไปรพ. เร็วขึ้น
  • แผน L หรือค่าห้อง 4000 บาท ช่วงอายุ 30-35 ซึ่งอยู่ในช่วง 6 ถึง 40 ปีในตางราง เบี้ยประกัน 18200 บาท ถือว่าถูกมากเลยครับ แต่มีถูกกว่านี้ถ้ามีส่วนลดผู้ออกกำลังและ BMI ดีในประกันสุขภาพตามฟิตของสินมั่นคง
  • เบี้ยนี้รวมทั้ง IPD และ OPD แบบ full OPD แล้ว ไม่ใช่เป็น OPD แบบ ประกันบางแห่งที่ให้เฉพาะ OPD ที่เป็นการติดตามการรักษา หลังจาก IPD ออกจากรพ. แล้วนัดมาติดตามแบบ OPD case



ประกันสุขภาพ จาก AIA

ประกันสุขภาพ จาก AIA คืออะไร
ประกันสุขภาพ จาก AIA คือ กรมธรรม์แนบท้ายเพิ่มเติม เพราะ AIA เป็นบริษัทประกันชีวิต ขายประกันสุขภาพเดี่ยวๆ ไม่ได้ผิดกฎหมาย

จะทำประกันสุขภาพจาก AIA ต้องทำอย่างไร
ต้องซื้อประกันหลักเป็นประกันชีวิตก่อน 1 กรมธรรม์ แล้วซื้อ กรมธรรม์เพิ่มเติม อนุสัญญา เป็นกรมธรรม์สุขภาพ ซึ่งมีอายุ ปีต่อปี และจ่ายเบี้ยปีต่อปี ต่างจากกรมธรรม์หลัก ที่ สัญญาคุ้มครองระยะยาว หากไม่ต่อกรมธรรม์หลักต้องเวนคืนกรมธรรม์ อาจได้เงินคืน น้อยกว่าที่จ่ายไป
สนใจสามารถติดต่อซื้อที่ตัวแทน AIA ทุกแห่ง

มาดูความคุ้มครอง ของ สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ




มาดูอัตราเบี้ยกัน จ่ายรายปี



รีวิว สัญญาสุขภาพ AIA 

  • สัญญานี้เรียกว่า สัญญาเพิ่มเติมเอไอเอ เอช แอนด์ เอส พลัส โกลด์ หรือ AIA H&S Plus Gold 
  • เรื่องความคุ้มครอง เริ่มค่าห้องที่ 2000 บาท ถือว่าระดับกลางถึงบน กลุ่มลูกค้าต้องมีเงิน และต้องการโรงพยาบาลระดับกลางถึงบน ค่าห้องสูงสุด 10000 บาทต่อคืน น่าจะเป็นค่าห้องที่ต่างประเทศ  จะขอพูดถึง ตัว  เอช แอนด์ เอส พลัส โกลด์ 2 ล้าน เพราะให้ค่าห้อง 4000 บาท น่าจะเป็นตัวที่เอาไปเปรียบเทียบกับที่อื่นได้ และนิยมทำมากที่สุด เพราะเหมาะกับค่าห้องในโรงพยาบาลในไทย
  1. ตัวค่าห้อง 4 พัน ให้ผลประโยชน์สูงสุดในการักษาจากการเจ็บป่วยต่อครั้ง 1 ล้าน ตรงนี้ ดีเลยครับ 
  2. ตัวค่าห้อง 4 พัน ให้ผลประโยชน์สูงสุดในการรักษาจากอุบัติเหตุต่อครั้ง 2 ล้าน ก็ดีครับ
  3. ผลประโยชน์สูงสุดต่อรอบปีกรมธรรม์ คือเคลมได้สูงสุดในปีนั้น ไม่ว่าป่วยกี่ครั้ง ไม่เกิน 2 ล้าน ถือว่าไม่เยอะ
  4. ผลประโยชน์ช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต 10000 บาท อันนี้น้อยมากจนน่าอับอาย เท่ากับ pa 200 ที่คปภ ขาย แต่ก็คงไม่ใช่จุดขายของกธ. นี้ มีในตารางไว้ให้อายเล่น
  5. มีข้อ 3 ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกสำหรับ ค่าล้างไต ค่าเคมีบำบัด อันนี้ดีมากครับ บางที่ไม่ค่อยมี มีเสริมขึ้นมา วงเงินดีด้วย 90000 บาท ต่อรอบปีกรมธรรม์
  6. ราคาเบี้ยต่อปี สำหรับแผน 2 ค่าห้อง 4000 บาท ผู้ชาย 31-35 ปี อยู่ที่ 21260 บาท ผู้หญิง 28880 บาท ถือว่าระดับแพง เพราะได้ ipd แต่ opd ได้ความคุ้มครองแต่บางเรื่อง คือมีแค่ ข้อ 1.4 ข้อ 2 และข้อ 3 ไม่ได้คุ้มครอง opd ทั่วๆไป เช่น เป็นหวัด ท้องเสีย ปวดท้อง ปวดหัว มีไข้ ที่ไม่ได้ admit เข้าเป็น ipd ซึ่งราคานี้ ควรมี opd ครบถ้วนแล้ว
  • อย่าลืมว่า ต้องจ่ายค่า กรมธรรม์หลัก ด้วย 
  • เด็กๆ สามารถซื้อ ได้ เนื่องจากรับตั้งแต่อายุ 1 ปี เป็นข้อดีมาก เพราะการรักษาเด็ก ต้องได้รับการดูแลที่รวดเร็ว การมีประกันสุขภาพให้เด็กทำให้ไม่กลัวที่จะพาเด็กไปโรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุ